..
พุทธสุภาษิต : นตฺถิ ปญฺญา สมา อาภา - แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี.

  • ประวัติวัดไตรมิตรวิทยาราม : Thai Version |
  • English Version
  •    

    ชั้นและที่ตั้งวัดไตรมิตรวิทยาราม
    เขตและอุปจารวัด
    ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์
    ประวัติและนามวัด
    ก่อนจะมาเป็น "วัดไตรมิตรวิทยาราม"
    การก่อสร้างครั้งปรับปรุงวัด
    การก่อสร้างโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย
    การเปลี่ยนนามวัด
    ถาวรวัตถุ
    ปูชนียวัตถุ - พระพุทธรูปทองคำ

     



    ชั้นและที่ตั้งวัดไตรมิตรวิทยาราม
     

             วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๖๖๑ ทางทิศตะวันตกของสถานีรถไฟหัวลำโพง ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๐๐

            ตราประจำวัด คือ ภาพเทวดา ๓ องค์ นั่งประชุมกันบนบัลลังค์เมฆ พื้นหลังสีดำ ด้านนอกขอบทอง ด้านบนมีพุทธสุภาษิตประจำวัดคือ " อติโรจติ ปญฺญาย สมฺมาสมฺพุทฺธสาวโก " แปลว่า "สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมเจริญรุ่งเรืองด้วยปัญญา" และด้านล่างคือชื่อวัด

     
    ตราประจำวัดไตรมิตรวิทยาราม
     

    เขตและอุปจารวัด
     

            วัดไตรมิตรวิทยารามเดิมมีพื้นที่ราบลุ่ม มีลักษณะน้ำขังได้ทั่วไป ปัจจุบันได้ทำการปรับปรุงพื้นที่ของวัดทั้งหมดเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั่วทั้งภายในบริเวณวัด และวัดมีเขตอุปจารวัดดังนี้

    ทิศเหนือ
     
    จรดกับถนนพระราม ๔
    ทิศใต้
      จรดกับถนนตรีมิตร
    ทิศตะวันออก
      จรดกับซอยสุกร ๑
    ทิศตะวันตก
      จรดกับถนนเจริญกรุง
       
     
    พระมหามณฑปเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา
     

    ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์
     

           วัดไตรมิตรวิทยาราม มีเนื้อที่ของวัดทั้งสิ้น ๑๔ ไร่ ๒ งาน ๓๑ ตารางวา ปรากฏตามโฉนดเลขที่ ๓๓๖๔ และมีที่ธรณีสงฆ์อีก ๑ ตารางวา กับ ๑ ตารางศอก ตามโฉนด เลขที่ ๓๕๙๑.
           ปัจจุบันโฉนดที่ดินของวัดได้จัดเก็บรักษาไว้ที่กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร

       
     
    พระวิหารหลังเดิมที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ
     

    ประวัติและนามวัด
     

           วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นวัดโบราณสร้างเมื่อสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน เดิมมีชื่อว่า วัดสามจีนใต้ มีคำเล่ากันว่าวัดสามจีน เดิมมีอยู่สามวัด คือ วัดสามจีนอยู่ในคลองบางอ้อด้านตรงข้ามกับเทเวศร์วัดหนึ่ง วัดสามจีนเหนือ บางท่านก็ว่าอยู่ที่บางขุนพรหม บางที่ก็ว่าอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี สำหรับวัดที่อยู่บางขุนพรหม คือ วัดสังเวชวิศยาราม ส่วนที่อยู่จังหวัดนนทบุรี ได้แก่ วัดโชติการาม อำเภอเมืองนนทบุรี และวัดสามจีนใต้ ได้แก่ วัดไตรมิตรวิทยาราม

           เหตุที่เรียกว่าวัดสามจีน ก็เนื่องด้วยเหตุว่ามีชาวจีน ๓ คนได้ช่วยกันก่อสร้างขึ้นมาจึงได้นามว่า “วัดสามจีน

     
    พระพุทธรูปโบราณภายในพระวิหาร
     

    ก่อนจะมาเป็น "วัดไตรมิตรวิทยาราม"
     

            สภาพวัดไตรมิตรวิทยาราม ครั้งมีนามว่า วัดสามจีนใต้ สภาพบริเวณทั่ว ๆ ไปในบริเวณวัดนั้น เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกโสโครก ดังที่ได้ปรากฏในเอกสารรายงาน การประชุมคณะกรรมการปรับปรุงสุขลักษณะวัดสามจีนใต้ วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ความตอนหนึ่งว่า

            "เวลา ๑๐.๐๐ น. ผู้มาประชุมได้มาพร้อมกันแล้ว ท่านเจ้าอาวาสขอให้ นายสนิท เทวินทรภักติ พาคณะ กรรมการดูสถาน ที่วัดนี้ ตั้งอยู่ที่ตำบลสามแยก อำเภอสัมพันธวงศ ์จังหวัดพระนคร มีอาณาเขตติดต่อกัน ดังนี้

           ทิศเหนือ จรดกำแพงหลังตึกแถวถนนพระราม๔ ทิศตะวันตก จรดที่ดินของพระวรวงศ์เธอ พระองเจ้าจุลจักรพงศ์ส่วนหนึ่งแล้วต่อมาติดกำแพงหลังตึกแถว ถนนกลันตันทิศไต้จรดกำแพงหลังตึกถนนเจริญกรุงทิศตะวันออกจรดแนวคลอง วัดสามจีนใต้ ซึ่งกรมโยธาเทศบาลกำลังจัดถมอยู่แล้วย่อหักมุมไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตามแนวคูวัดซึ่งราษฎรที่เช่าตึกแถวทางถนนหน้าโรงฆ่าสุกรหัวลำโพง ได้ปลูกเพิงรุกล้ำเนื้อที่คูซึ่งเป็นที่สาธารณะนี้ออกมารกรุงรัง เพื่อเป็นที่พักสุกรสำหรับส่งเข้าโรงฆ่า สิ่งปลูกสร้างอยู่ในพื้นที่นี้ด้านทิศเหนือ มีโรงเรียนเป็นตึก ๓ ชั้นกำลังปลูกอยู่ ถัดไปถึงประตูและถนนทางเข้าแล้วจึงถึงที่ดินผืนหนึ่ง ที่วัดให้ผู้เช่าตัดตอนไปปลูกเป็นห้องแถวชั้นเดียวเตี้ย ๆ หลายแถว ให้บุคคลเช่าอาศัยอยู่ ห้องแถวเหล่านี้มีหลังคาฝาและพื้นชำรุด ทรุดโทรม ปุปะ เบียดเสียดยัดเหยียดกัน มีซอกทางเดินแต่เพียงไม่เกิน ๑ เมตร แถมมีน้ำโสโครกขังเฉอะแฉะอยู่ที่ถนนและข้างถนน กับใต้ห้องแถวเหล่านี้ทั่วไป มีฝูงเป็ดและสุกรเที่ยวหาอาหารอยู่ระเกะระกะ มีอุจจาระและกลิ่นปัสสาวะตลบอบอวน ผู้เช่ามีอาชีพในการทำเส้นหมี่ก็มี ได้ตากเส้นหมี่ไว้ หน้าห้องแถวเลอะเทอะตลอดไป หาบของเร่ขาย ได้วางสินค้า ไว้เลเพลาดพาด ที่ทำขนมก็มีเศษอาหารทิ้งเกลื่อนกล่น แมลงวันตอมเป็นหมู่ใหญ่ หญิงที่เช่าห้องรวมกันอยู่หลาย ๆ คน มีท่าทางอันน่าสงสัยจะซ่อนเร้น กระทำการอันลับลี้ซึ่งผิดศีลธรรมก็มี สภาพของบริเวณนี้ นอกจากทำให้เกิดที่สกปรกโสมมเพาะเชื้อโรคแล้ว ยังเป็นสถานที่ ซึ่งมิบังควรจะอยู่ในที่ของลานวัดใกล้กุฏิพระภิกษุถึงเพียงนี้ อันจะเป็นเหตุนำความเสื่อมเสียแก่พุทธศาสนาเป็นอันมาก

            ถัดไปเป็นเนื้อที่ของ พระวรวงศ์เธอ พระองเจ้าจุลจักรพงศ์ มีห้องแถวชั้นเดียวหลายแถว สภาพของห้องแถว ผู้เช่าอาศัย และพื้นที่มีลักษณะอย่างเดียวกับห้องแถว ที่ปลูกอยู่ในที่วัดซ้ำมืดครึ้มและอบอ้าว กรรมการทุกท่าน เมื่อได้สำรวจถึงที่เหล่านั้น รู้สึกรังเกียจและสะอิดสะเอียนในสภาพและความเป็นไปของห้องแถวทั้งสองตอนเป็นอย่างยิ่ง มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า สมควรให้รื้อเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพที่นี้ให้มีสภาพและใช้ประโยชน์ให้ถูกทางจนดีขึ้น ต่อจากห้องแถวในที่ดิน ทั้งสองแปลงดังที่กล่าวมาแล้ว มีทางเดินกว้าง ประมาณเมตรเศษกับรั้วเตี้ย ๆ กันอยู่ครึ่งหนึ่ง เป็นกุฏิบ้าง หอระฆังบ้าง ศาลาบ้าง หอสวดมนต์บ้าง หอไตรบ้าง ปลูกลับซับซ้อน สูง ๆ ต่ำ ๆ ไม่เป็นแถวเป็นแนว ระเกะระกะชำรุดทรุดโทรม เก่าคร่ำคร่า ปุปะ รั่วไหล จนเหลือที่จะซ่อมให้ดีได้ ปลูกตลอดไปหลายหลัง จนจดแนวหลังตึกทางด้านถนนเจริญกรุงมีสิ่งปลูกสร้างที่มีสภาพ เช่นเดียว กับที่กล่าวแล้ว ซ้ำยังมีกุฏิทรุดเอียงกะเท่เร่อีกหลายหลัง จนไม่น่าไว้วางใจที่จะใช้เป็นที่อาศัยของภิกษุสามเณรได้ กุฏิชนิดนี้มีปลูกตลอดมาจนจดแนวคลองข้างวัดสามจีน ถัดจากนี้ ตอนกลางคือโบสถ์ หมู่เจดีย์ แล้วถึงลานแคบ ๆ ข้างโบสถ์ ทางแนวริมคลองต่อไปมีศาลาหลังหนึ่งมีฝาด้านเดียว อีก ๓ ด้าน ไม่มีฝา ใช้สบง จีวรเก่า ๆแขวนนุงนังบังแดด ที่นี้ก็ใช้เป็นที่อาศัยของพระภิกษุด้วย ถัดจากศาลานี้ไปเป็นที่เก็บศพ และเผาศพ ด้วยเตาใหญ่ ใช้ฟืน มีปล่องระบายควัน

           ต่อจากที่นี้ เป็นโรงเรียน ๒ ชั้น ถัดไปถึงเจดีย์องค์ใหญ่ แล้วถึงโรงเรียน ๒ ชั้นข้างล่างก่ออิฐ ข้างบนเป็นไม้ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของวัดสามจีน บริเวณโรงเรียน ทั้ง ๓ หลังนี้ ได้กั้นรั้วกันเขตไว้ กำลังจัดการถมรื้อถอนถากถางก่อสร้างจัดทำเพื่อให้ได้สุขลักษณะ”

           จะเห็นได้ว่า สภาพของวัดสามจีนในเวลานั้นมีสภาพเป็นอย่างไร คณะกรรมการปรับปรุงสุขลักษณะวัดสามจีนใต้ครั้งนั้นมี นาวาโท หลวงศุภชลาศัย ร.น. อธิบดีกรมพลศึกษา เป็นประธานคณะกรรมการปรับปรุง คณะกรรมการปรับปรุงวัดสามจีนใต้เริ่มงานตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๗ ในระยะแรก ได้พบอุปสรรคมากมายหลายประการ

           ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๘๐จึงได้รับการอนุมัติจากมหาเถรสมาคม ให้ดำเนินการจัดการรื้อถอนห้องแถวรุงรังในลานวัด และกุฏิเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมออกเสีย แล้วจัดการถมพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ราบลุ่ม ตลอดคลองคูและสระให้เป็นลานวัดเป็นที่สะอาดเรียบร้อย เพื่อใช้เป็นที่ก่อสร้างเสนาสนะสงฆ์ และโรงเรียนมัธยมวัดสามจีนใต้ให้ถูกสุขลักษณะ

     
    พระพุทธรูปโบราณภายในพระวิหาร
     

    การก่อสร้างครั้งปรับปรุงวัด
     

           หลังการก่อสร้างกุฏิสงฆ์ ในครั้งนั้นได้วางผังการก่อสร้างให้กุฏิอยู่เป็นแถวเป็นแนว ไม่สับสน ปนเป ให้มีจำนวนห้องที่อยู่อาศัยพอทั้งพระภิกษุสามเณรและศิษย์วัด ตลอดกระทั่งให้มีห้องน้ำห้องส้วมพร้อม และได้วางกุฏิให้เพียงพอต่อพระภิกษุประมาณ ๗๐ – ๘๐ รูปเท่านั้น ฉะนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ จึงได้สร้างกุฏิคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น จำนวน ๑๔ หลัง ขึ้นแทนกุฏิที่ได้ทำการรื้อถอนไปนั้น ศาลาการเปรียญของวัดเป็นศาลาไม้มีสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมลงอย่างมาก จวนจะพังมิพังแหล่ คณะกรรมการได้จัดการรื้อถอนแล้วได้สร้างศาลาการเปรียญเป็นศาลาคอนกรีต ๒ ชั้น ขึ้นแทนของเก่า ศาลารายที่ใช้เป็นโรงเรียนสอนบาลีและนักธรรมนั้น มีสภาพเก่าคร่ำคร่า ซวนเซ ก็ได้ทำการรื้อถอนออก แล้วสร้างเป็นตึกคอนกรีต ๒ ชั้นขึ้นแทน สำหรับใช้เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมเพื่อเล่าเรียนบาลีและนักธรรม เตาเผาศพของเก่าได้รื้อออกแล้ว สร้างเตาเผาแบบทันสมัยขึ้น

     
    พระอุโบสถวัดไตรมิตรวิทยารามโดยรอบ
     

    การก่อสร้างโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย
     

           โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัยกับวัดไตรมิตรวิทยารามนั้น มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกันมานาน กล่าวได้ว่าอดีตเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นบุรพาจารย์ของโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย ด้วยโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย มีกำเนิดขึ้นจากดำริของพระสมุห์กล่อม เจ้าอาวาสวัดสามจีนใต้รูปที่ ๒ ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรมีราชทินนามว่า พระครูวิริยานุกิจการี เป็นผู้จัดตั้ง ดังที่ได้ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๓ แผ่นที่ ๒๔ วันที่ ๑๓ กันยายน รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๕ หน้า ๒๒๕– ๒๒๖ ดังนี้

           “ด้วยพระสมุห์กล่อม เจ้าอธิการวัดสามจีนใต้ผู้อุปการะ ได้รวบรวมกุลบุตรมาประชุมเล่าเรียนหนังสือไทยตั้งเป็นโรงเรียนขึ้น ให้พระพร้อมซึ่งสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรประโยค ๒ พระสอนผู้สอบไล่ได้ประกาศนียบัตรประโยค ๑ เป็นอาจารย์สอน เปิดโรงเรียนสอนมาตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๑๕ (พ.ศ. ๒๕๓๐) มีนักเรียนมาเล่าเรียน ๓๔ คน และบอกรายงานมาลงทะเบียนในกรมศึกษาธิการ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิตติยากรวรลักษณ์ อธิบดีกรมศึกษาธิการ มีรับสั่งให้กองไปตรวจ ได้ความตามบอกนั้น ทรงอนุญาตให้พระสมุห์กล่อมเป็นผู้อุปการะ ให้พระพร้อมและพระสอนเป็นอาจารย์ตามประสงค์แล้ว

           ในชั้นต้นนี้กรมศึกษาธิการได้อุดหนุนแบบเรียนให้ ๑ จบ ตามธรรมเนียมโรงเรียนนี้นับว่าเป็นโรงเรียนมูลสามัญเชลยศักดิ์ ขึ้นในกรมศึกษาธิการอีกโรงเรียนหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งความอนุเคราะห์ของพระสมุห์กล่อม พระพร้อม และพระสอนนั้น ให้โรงเรียนนี้ จงตั้งอยู่สิ้นกาลนานเทอญ ฯ”

           ต่อมาเมื่อ รองอำมาตย์ตรีสนิท เทวินทรภักติ ครูใหญ่โรงเรียนมัธยมวัดสามจีน ได้ปรึกษาตกลงกับท่านเจ้าอาวาสวัดสามจีนในครั้งนั้นว่า เห็นสมควรปรับปรุงสุขลักษณะบริเวณวัดและโรงเรียนในคราวเดียวกัน หลังจากที่ได้ทำการปรับปรุงพื้นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้สร้างอาคารเรียนขึ้นเป็นอาคารตึก ๓ ชั้น เป็นตึกมีมุขยื่นและมีปีกตึกออกมาทางซ้ายของตัวอาคาร เป็นอาคารเรียนหลังแรกที่สร้างด้วยคอนกรีตสูงถึง ๓ สร้างด้วยเงินของวัด จำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท และเงินงบประมาณของทางราชการอีก ๒,๕๐๐ บาท พร้อมตึกวิทยาศาสตร์อีกหนึ่งหลัง นับได้ว่าโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัยได้มีกำเนิดจากอดีตบุรพาจารย์ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสามจีนใต้โดยแท้ และท่านเจ้าอาวาสวัดนี้รูปต่อ ๆ มาก็ได้ให้ความอุปถัมภ์แก่โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัยทุกรูป

     
    บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ(ด้านหลังคือโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย)
     

    การเปลี่ยนนามวัด
     

           ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้เปลี่ยนนามวัดสามจีนใต้มาเป็นวัดไตรมิตรวิทยาราม ทั้งนี้ เพื่อจะเฉลิมเกียรติคุณของท่านผู้แรกสร้างให้ยั่งยืนวัฒนายิ่งขึ้น และเป็นการเชิตชูอุตสาหะวิริยะของท่านผู้สร้างและคณะกรรรมการปรับปรุงวัด พระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระวันรัต ( เฮง เขมจารีมหาเถร) วัดมหาธาตุ ฯ ได้เมตตาคิดค้นนามที่เป็นมงคลมาเฉลิมเพิ่มความสง่าให้แก่วัดสามจีนใต้ โดยเปลี่ยนเป็น “วัดไตรมิตรวิทยาราม” และกรมสามัญศึกษาได้เปลี่ยนนามโรงเรียนมัธยมวัดสามจีนใต้เป็น “ โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย” ตามนามวัดที่ได้เปลี่ยนใหม่ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๒

     
    รูปหล่อสิงห์สำริด บริเวณทางขึ้นพระอุโบสถ
     

    ถาวรวัตถุ
     

           พระอุโบสถ พระอุโบสถหลังเดิมเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน รูปทรงเป็นแบบไทยผสมศิลปะจีน หลังคาลดสามชั้นมีเสาหารโดยรอบ หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีหน้าบัน ประดับด้วยเครื่องเบญจรงค์ เป็นรูปดอกพุดตาน ซุ้มประตูหน้าต่างประดับปูนปั้น ลายดอกพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางถวายเนตร พระพุทธรูปองค์นี้ มีศิลป์การครองจีวรเป็นแบบห่มหนีบ (มังกร) ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังทั้ง ๔ ด้าน เป็นรูปภาพอดีตพระพุทธเจ้าโดยรอบ เหนือขอบหน้าต่างตอนบนระหว่างหน้าต่างและประตูเป็นรูปทศชาติ กล่าวกันว่าจิตรกรรมภายในพระอุโบสถวัดสามจีนใต้กับวัดดวงแขมีลักษณะเช่นเดียวกัน ในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง มีพระนามว่า “พระพุทธทศพลญาณ” มีพระพุทธลักษณะงดงามมาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงทราบว่าพระประธานวัดสามจีนใต้มีพุทธลักษณะงดงาม ได้เคยเสด็จมาทอดพระเนตร ให้ประจักษ์แก่พระเนตรว่างามสมคำเล่าลือกันหรือไม่ แม้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงศ์ ก็ยังได้มาชมพระประธานของวัดสามจีนเสมอเมื่อทรงว่างจากพระภารกิจ

           ต่อมาเมื่อเกิดมหาสงครามโลกครั้งที่ ๒ ลูกระเบิดได้ลงในที่ไม่ไกลจากพระอุโบสถเท่าไรนัก แรงสั่นสะเทือนของอำนาจระเบิด ทำให้พระอุโบสถทั้งหลังยากต่อการบูรณปฏิสังขรณ์ ตกอยู่ในสภาพที่เป็นอันตรายได้ จึงได้ทำการรื้อลงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ หลังจากที่ได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่แล้ว

     
    อาคารจำลอง "พระมหามณฑปเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา"
     

           พระอุโบสถหลังปัจจุบันนี้ เป็นพระอุโบสถที่ได้สร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๐ โดยมี พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร ทรงเสด็จมาวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงวิศาลศิลปกรรม เป็นผู้ออกแบบพระอุโบสถ การก่อสร้างเป็นเฟอร์โรคอนกรีต ทรงจตุรมุข หลังคาสามชั้น มีชานรอบพระอุโบสถ บานประตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำ และพระอุโบสถหลังใหม่นี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใหม่เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตรประกอบการผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓

           พระวิหาร เป็นอาคารหมู่ทรงไทยมุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว ลักษณะ ๒ ชั้น กว้าง ๒๔ เมตร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระสุโขทัยไตรมิตร

           ศาลาการเปรียญ เป็นอาคารสร้างใหม่ ตัวอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้นกว้าง ๑๘ เมตรยาว ๒๔ เมตร ลักษณะเป็นเพอร์โรคอนกรีต สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ ปัจจุบันได้ถูกรื้อถอนแล้ว

           พระมหามณฑปเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา เป็นอาคารขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยความร่วมมือของกรมศิลปากร สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเยาวราช และบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) สร้างจากหินอ่อนทรงไทยวิจิตรศิลป์ จุดประสงค์เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหาสุวรรณปฎิมากร (พระพุทธรูปทองคำ) มีทั้งหมด ๔ ชั้น เริ่มดำเนินการก่อสร้างโดยบริษัท ส.บุญมีฤทธิ์วิศวกรรม เมื่อเดือนตุลาคม ปี ๕๐ มีระยะเวลาในการดำเนินงานประมาณ ๒ ปี ปัจจุบันได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว

           โรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นที่ศึกษาพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณร เดิมสร้างเป็นอาคารทรงไทย สร้างด้วยคอนเกรีตเสริมเหล็กเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ ต่อมาการศึกษาได้เจริญขึ้น จึงได้สร้างขึ้นใหม่เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น เป็นอาคารลักษณะทรงไทยขนาด ๘ ห้องเรียน เป็น ๑๒ ห้องเรียน ปัจจุบันเป็นที่ศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีสำหรับพระภิกษุสามเณร แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา

           อาคารเรียนโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา เป็นอาคารเรียนที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งได้ทำการวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๓ โดยพระเดชพระคุณพระวิสุทธาธิบดี อดีตเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานในพิธี

           อาคารเรียนโรงเรียนมหาวีรานุวัตร เป็นอาคารคอนกรีต ๓ ชั้นเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ เปิดทำการสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐

     
    นารายณ์ทรงครุฑประทับพระราหู บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ
     
     

    ปูชนียวัตถุ - พระพุทธรูปทองคำ
     

            พระพุทธทศทลญาณ พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ปูนปั้น ลงรักปิดทอง ประชาชนทั่วไปเรียกว่า “หลวงพ่อโต” บ้าง “หลวงพ่อวัดสามจีน” มีประชาชนมาบนบานกันเสมอ ๆ ด้วยพวงมาลัยดอกมะลิ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เคยทรงเสด็จพระราชดำเนินมานมัสการ และได้ตรัสอกย่องว่า เป็นพระพุทธรูปที่มีพระพุทธลักษณะงดงามยิ่งนัก “หลวงพ่อโม” อดีตเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เคยได้ทำพระเครื่องแจกครั้งหนึ่ง ได้ทำเป็นรูปพระพุทธทศพลญาณสร้างด้วยเนื้อชิน เรียกชื่อว่า หลวงพ่อโตวัดสามจีน ปรากฏว่าเป็นที่นิยมนับถือของคนทั่งไปว่าศักดิ์สิทธินัก ปัจจุบันนี้หายากแล้ว

     
    พระพุทธทศพลญาณ "หลวงพ่อโตวัดสามจีน"
     

          พระพุทธสุโขทัยไตรมิตร ประดิษฐานอยู่ที่พระวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปทองคำ ซึ่งมีประวัติ - ดังต่อไปนี้ -

     
    พระพุทธสุโขทัยไตรมิตร "พระพุทธมหาสุวรรณปฎิมากร"
     
     

       
    จาก : หนังสือประวัติวัดไตรมิตรวิทยารามและพระพุทธรูปทองคำ
      ที่มา : http://www.wattraimit.com
    มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน โปรดติดต่อ Admin ได้ตลอด 24 ชั่วโมง